Sittipong Sirim...'s profileSittipong (Geng)PhotosBlogLists Tools Help

Sittipong (Geng)

rgb72

sittipong sirimaskasem

Occupation
Location

Feed

The owner hasn't specified a feed for this module yet.
Photo 1 of 15
Australia
Sideways
Pulp Fiction
Big Fish
Spirited Away
The Cutting Edge
Speed
Amélie
Bad Boys
Moulin Rouge
Angels & Demons: A Novel (Robert Langdon)
The Da Vinci code: A novel
by 
The World Is Flat
Michelangelo: The Frescoes of Sistine Chapel
Flash deConstruction: The Process, Design, and ActionScript of Juxt Interactive
Rules For Revolutionaries: The Capitalist Manifesto for Creating and Marketing New Products and Services
The Lost World
Inside Steve's Brain
January 15

เจ๊เล้ง

วันนี้แอบไปเจ๊เล้งมา ประทับใจมาก
 
เรื่องของเรื่องคือไปหาลูกค้าแถวนั้น ก็เลยแวะดูเจ๊เล้งที่เลื่องชื่อซะหน่อย ว่าเป็นงัย
 
เริ่มต้นด้วยประตูทางเข้าเล็กๆ แบบว่าไม่แน่ใจว่านี่คือทางเข้าห้างที่เลื่องชื่อ แต่พอหลังจากได้ลองเดินเข้าไปแล้ว ก็พบว่า ต้องตะลึงกับข้าวของที่ขายกันอย่างมากมาย นับไม่ถ้วน ประมาณว่าเดินไม่ถูกเลย ของสูงท่วมหัว ไอ้เราก็เลยได้แต่ยืนอยู่เฉยๆ ประมาณว่า ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี จะดูโลชั่นหรอ หรือว่าจะดูยาสระผม หรือจะดูน้ำหอม หรือว่าจะดีเครื่องสำอาง.. วุ้ยยยย.. เยอะเจงๆ
 
ว่าแล้วก็เริ่มเดินไปเรื่อยๆๆๆๆๆ กว่าจะเริ่มเรียนรู้ว่าได้ โซนไหนเป็นยังงัยก็ใช้เวลาพอสมควร ซึ่งพอเดินไปเดินมาดันมาเจอลิฟท์!
 
พนง.บอกว่า ที่นี่มี 3 ชั้น + 1 ชั้นลอย.. โหยยยย.. นี่มีเยอะกว่านี้อีกหรอเน๊ยะ เค้าบอกว่า ชั้นบนเป็นประเภทอาหาร
 
เอาวะ ไหนๆมาแล้ว ลองดู เดินไปเดินมาเจอของเยอะแยะมากมายชวนให้เสียเงินจริงๆ และแน่นอน เสียงเจ๊เล้งคอยเชียร์ของที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ ก็มีให้ฟังอยู่ตลอด
 
เดินไปเดินมา นานมากจนเหนื่อย และมึน ก็เลยคิดว่า เอางี้ดีกว่า ไหนๆ ได้ยินเจ๊แกพูดมามากแล้ว.. อยากจะลองตั้งใจฟังแบบว่าไม่ผ่านหู ดูดิ๊ว่าเป็นงัย
 
"เจ๊แนะนำมากๆเลยนะคะ ผงช๊อกโกแล็ต .. ผงช๊อกโกแล็ตนี่ดีนะค๊ะ ดียังงัย เจ๊จะบอกว่าทุกวันนี้ผิวเราแห้ง การได้ทานช๊อกโกแล็ตร้อนมันจะช่วยได้มากเลยนะคะ และที่สำคัญก็คือว่า ช๊อกโกแล็ตนี่มันอร่อย แล้วเวลาชงนะค๊ะ เจ๊แนะนำว่า ต้องชงกับน้ำร้อน คือว่าน้ำร้อนนี่คือต้องน้ำร้อนจริงๆนะค๊ะ เพราะกาน้ำร้อนบางที่ น้ำไม่ร้อนจริง มันจะทำให้ไม่อร่อยน่ะค่ะ"
 
หืมมม.. ฟังแล้วเห็นภาพ อยากจะรู้จริงๆเลยว่า ไอ้ผงช๊อกโกแล็ตนี่มันอยู่ไหน แบบว่าอยากซื้อขึ้นมาทันที
 
วิเคราะห์ได้สองอย่าง
1. เจ๊แกใช้ startegy แบบการกรอกหูใส่ลูกค้าแบบซึมซับ ทำให้เราอยากซื้อของโดยไม่รู้ตัว
2. การพูดแบบนี้ เป็นการพูดเหมือนเพื่อนคุยกับเพื่อน ทำให้เราเชื่อ และอยากจะซื้อ
 
เสียเวลาไปกับที่นี่ประมาณชั่วโมงกว่า.. นี่ขนาดไม่ใช่ขาช๊อปนะ แต่ว่าได้ความแปลกใหม่และประสบการณ์มาเยอะจริงๆ
January 12

CLASH

เข้ามาเขียนเร็วๆ รีบๆ เพราะว่าตื่นตระหนกกับเพลงที่ได้ยินทางวิทยุเมื่อตอนขับรถกลับมาจากไปหาลูกค้า....
 
ได้ยินเพลงของ Clash เพลงเร็ว ตกใจมาก!!
 
ที่ตกใจไม่ใช่อะไร เพราะตั้งแต่ได้รู้จักวงนี้มานานเห็นเค้าว่าเป็นวงดนตรี Rock แต่ตั้งแต่ฟังมา ยังไม่เคยได้ยินเพลงเร็วของเค้าเลย ก็เลยสงสัยมานานว่า วง Rock ไรหว่า ทำไมมัน Rock แต่เราได้ยินแต่เพลงช้า -_-"

วันนี้ได้ยินเพลงเร็วของ Clash แล้ว เลยคิดว่า. อืมม.. ได้ยินเพลงช้าเหมือนเดิมดีกว่า
 
:D (โดดงานมาเขียน blog)
January 09

คืนโหด เช้ามืด กีฬาสี

ระยะหลังนี้ได้มีโอกาสไปเตะฟุตบอลในสนามหญ้าเทียมกับพวก designer, programmer จากหลายบริษัทเว็บในเมืองไทย เช่น icweb, inet, digithais, m interaction ก็คือจริงๆเป็นเพื่อนๆกัน รู้จักกันกับนอ และ บอล
 
ฟุตบอลเราเตะกันทุกอาทิตย์ มีผมเป็นตัวถ่วงทุกอาทิตย์เช่นกัน ไปทีไร ลงเล่น 2 นาที พักอีกครึ่ง ชม. ทุกที แต่เมื่อคืนนี้เล่นเยอะมาก คือวิ่งเยอะมาก แล้วก็ได้เล่นมากกว่าเดิม ก็เหนื่อยสุดๆ กว่าจะเลิก กว่าจะถึงบ้านก็ปาเข้าไป ตีหนึ่งกว่า และกว่าจะนอนก็ตีสองกว่า ซึ่งไอ้นอนตีสองน่ะ ไม่เท่าไร่ แต่ว่าพรุ่งนี้สิ ต้องตื่นเช้ามากๆ เช้า 6 โมง
 
เช้านี้ต้องตื่น 6โมงเพื่อเดินทางให้ไปถึงโรงเรียนเก่าสมัยประถมที่อยู่แถวๆสะพานพุทธให้ทันเวลา 8 โมงเช้า โดยมีภาระกิจที่เพิ่งได้รับมอบหมายมาอย่างด่วนๆว่า.. ให้ช่วยไปมอบรางวัลงานกีฬาสีโรงเรียน
 
ก็ดีนะ ไม่ได้กลับไปโรงเรียนเก่ามานานแล้ว ผมในฐานะอุปนายกสมาคมศิษย์เก่า เลยมีหน้าที่นั่งมองนักเรียนรุ่นปัจจุบันแสดงโชว์งานเปิดตัวกีฬาสีและดูการแข่งขันนิดหน่อย ไอ้ตอนดูน่ะไม่เท่าไร่ แต่พอขากลับ (ต้องขอกลับก่อน) หืมม อย่างง่วง ต้องบอกว่าง่วงมาก จริงๆนอนน้อยอ่ะ ไม่ยาก แต่ตื่นเช้านี่สิ ยากกว่า
 
ตอนนี้มานั่งเขียน space เพราะหัวคิดอะไรไม่ออกแล้ว 55555 มึน
January 04

หยุดชิวปีใหม่

หยุดปีใหม่ปีนี้ต้องบอกว่าหยุดยาวซะใจมากๆ หลังจากที่ทำงานหนักกันมา 1 ปีเต็ม ได้หยุด 10 วันก็ชื่นใจ

แต่ว่าหยุดปีนี้ไม่ได้ไปไหน ขอเลือกที่จะอยู่บ้านดีกว่า เพราะเห็นว่าไม่ค่อยได้ว่างอยู่เฉยๆ เลยอยากจะอยู่เฉยๆบ้าง

ก็เลยตั้งใจว่าจะเขียนหนังสือและอ่านหนังสือให้ได้เยอะๆ แล้วก็ดีใจที่อ่านหนังสือที่อ่านมานานกว่า 2 เดือนจบเสียที นั่นคือหนังสือชื่อ ผ่าความคิด Steve Jobs หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Inside Steve's Brain ก็ได้แนวความคิดอะไรหลายอย่าง ความเป็นตัวตนของ Steve Jobs และ Apple การบริหารงานและการบริหารคนในสไตล์ที่ไม่ได้หวังที่ผลกำไรเป็นหลัก แต่เน้นไปที่ความสุข ความภูมิใจในการที่ได้สร้างผลงาน และนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมา

นอกจากนี้ก็ได้แวะไปซื้อหนังสือมาอีกเล่ม เพิ่งอ่านจบไปเมื่อไม่ถึงหนึ่งชม.มานี้ หนังสือคนไทยเก่งๆ เขียน ชื่อ "อัจฉริยะสร้างได้" โดยคุณหนูดี วานิษา เรซ บอกตรงๆว่าหนังสือแนวนี้ไม่คิดจะอ่าน แต่วันนั้นไม่รู้นึกยังงัยอยากอ่านขึ้นมา ที่ไม่อยากอ่านทีแรกเพราะว่างงว่า มาอะไรอัจฉริยะ รู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว

อ่านไปได้เพียงไม่นาน รู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ อ่านสนุก อ่านง่าย อ่านได้เร็ว แล้วก็ยังได้ความรู้อีก

ผมเป็นคนหนึ่งที่อ่านหนังสือช้า แต่ว่าไม่ใช่เล่มนี้

หนังสือเล่มนี้พูดถึงอัจฉริยภาพในตัวมนุษย์ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 8 อย่าง และเป็นอัจฉริยภาพที่ทุกคนมีได้ และ "สร้างได้"

ลองไปอ่านดูนะครับ แนะนำจริงๆ ไม่เสียเวลามาก แต่ได้ความรู้มากมาย

November 17

เหนื่อย

เหนื่อย..
คนที่ได้รู้จักผม คงได้ยินผมพูดว่าเหนื่อยบ่อยมากๆๆๆๆๆๆ พูดจนบางคนก็คิดว่า มันเว่อร์ หรือบางคนก็ฟังจนเลี่ยนว่าจะเหนื่อยอะไรนักหนา
 
ตลอดเวลาการทำงานกับ Internet และบริษัท rgb72 ที่จนบัดนี้ก็ 8ปีเข้าไปแล้ว (8ปีแล้ว.. ทำไมมันนานจังฟระ) ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราก็เพียงแค่อยากจะทำงานให้มันได้ดีดี ทำงานให้มันได้ดั่งใจ ให้คนได้พูดถึง ให้คนชอบงานเรา ซึ่งผลที่ตอบแทนกลับมานอกจากจะเป็นเสียงชมแล้วก็จะมีค่าตอบแทนที่เป็นเงินเข้ามาด้วย
 
แต่พอวันนี้ที่งานเยอะขึ้น คนมากขึ้น ทีมงานทั้งในและนอกบริษัท ทำให้เราต้องแปรตัวเองมาทำงานที่มากกว่าการเป็น designer อย่างแต่ก่อน ความรับผิดชอบที่มากขึ้น การดูแลเอาใจใส่พนง. การดูแลงาน project ต่างๆ ซึ่งถึงแม้ว่าจุดที่เรายืนอยู่นี้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรมากเพราะว่าบริษัทเราไมได้มีระดับเป็นร้อยล้านพันล้านเหมือนใครๆ แต่ม้นก็หนักพอสำหรับ designer คนหนึ่งที่คิดว่าแค่อยากจะทำงานให้ได้ดี
 
การทำงานถึงแม้จะยุ่งแต่มันก็สนุก มันเริ่มไม่สนุกเมื่อเราต้องรู้จักพูดให้คนอื่นรู้สึกดี พูดไม่ให้ทำร้ายน้ำใจใคร รู้ทั้งเรื่องดีและร้ายที่บอกใครไม่ได้ คิดถึงผลกระทบเมื่อเรากำลังจะทำ action ใดๆ ออกไป
 
บางเรื่องมันก็น่าไร้สาระมากอย่างเช่น เรื่องหัว m มันน่าขำที่ว่า ถ้าวันนี้ผมตั้งไปเล่นๆว่า "โง่จริงๆ" รับรองได้ว่าจะมีหลายคน ทั้งแสดงตัวและไม่แสดงตัว จะมาบอกว่า "มึงว่ากูหรอวะ" หรือที่ร้ายกว่านี้น คนบางคนก็จะแอบเอาไปคิด และเสียใจเองว่า ไอ้เก่งว่าเรา
 
ทำไมกับการที่จะทำอะไรซักอย่างมันยากนัก .. ทั้งๆที่คนอื่นจะขึ้นหัวว่าอะไรไม่มีใครสนใจ หรือบางคนก็ไม่ได้สนใจคนอื่น ขณะที่เราขึ้นหัวว่า "ทำงานไม่ได้เรื่อง" คนที่ office อาจจะคิดว่าเราว่าใครอยู่ แต่บางคนอาจจะขึ้นว่า "กูเบื่อ" หรือ "เหนื่อยและ" ก็ไม่ได้คิดในมุมกลับว่า เราจะคิดยังงัย
 
เอานะ.. หัว m เป็นแค่ตัวอย่าง พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าเรามีปัญหากะหัว m เราหรือใคร (เดี๋ยวมาอ่านแล้วจะคิดอีก จะทำอะไรต้องป้องกัน)
 
การตัดสินใจเป็นอีกเรื่องที่เราต้องทำ เป็นสิ่งที่คนที่ถูก set ให้เป็น leader ต้องจัดการ แน่นอน.. ไม่ใช่เรา make decision แล้ว ใครจะทำ.. แต่หากการ make decision แล้วมีผลกระทบอีก.. กูล่ะก็จะเบื่อมากๆ
 
บางทีมันอาจจะเป็นเพราะว่าเราแคร์กันมากเกินไป ถ้าเรามุ่งไปที่สิ่งที่เราต้องการอย่างเดียว มันก็น่าจะได้ .. อ้าวก็มัน office ของเรานี่!
 
แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะไอ้ office ของเรานั้น มันรวมที่มีใจ คนที่เกี่ยวข้องกันเยอะ ทำอะไรไม่พอใจอีกคน เดี๋ยวมีปัญหาอีก
 
หลายครั้งก็คิดอยากจะหนีออกไปไกลๆ แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้
 
เปิดมา 8 ปีร้องไห้ไปแล้ว 2 ครั้ง .. หลายครั้งก็ไม่อยากจะเป็น lead อะไรเลย อยากเป็นคนตามบ้าง ไม่อยากตัดสินใจ ไม่อยากทำอะไร อยากชิวบ้าง บางทีเห็นคนใน office ชิวเหลือเกิน
 
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็อย่าคิดมาก แค่เขียนมาเล่นๆ เดี๋ยวเอาไปคิดเป็นตุเป็นตะอีก.. เน๊ยะแหละ.. จะทำอะไรก็ทำไม่ได้
April 14

สงกรานต์ season

สงกรานต์ปีนี้แปลกๆ ต่างกับปีก่อนๆ ตรงที่ ปีนี้ไม่ได้เล่นสาดน้ำเท่าไร่เลย แถมปีนี้ที่ได้เล่น เรากลับเป็นคนโดนเล่นมากกว่า (ปีก่อนๆ จะชอบแกล้งและวางแผนแกล้งชาวบ้านเค้า) ปีนี้กลับต้องอยู่บ้านตลอด 5 วัน (ถึงวันนี้ผ่านไป 3 วันแล้ว) ที่ต้องอยู่บ้านก็เพราะว่าคนอื่นๆเค้าหนีไปเที่ยวกันหมด เราเลยต้องรับอาสาทำหน้าที่เฝ้าบ้าน และเฝ้าคนที่บ้าน
 
อยู่บ้านตลอด 5 วันนี้ทำให้นึกถึงตอนสมัยที่อยู่อริโซน่ามากๆ เพราะว่าวันๆแทบจะไม่มีอะไรให้ทำ จากที่ปกติจะ busy อยู่หน้าเครื่องคอมตลอด แต่ว่าพอถึงช่วงวันหยุด เราเองกลับไม่อยากจะแตะเครื่องคอมเลยแม้แต่น้อย วันๆ ก็อยู่บ้าน เดินไปเดินมา อ่านหนังสือ แล้วก็ดูวิดีโอจนตาแฉะ จะต่างกับตอนที่อยู่อเมริกาก็ตรงที่ไม่ได้ออกไปนั่งร้านหนังสือหา inspiration นั่นแหละ ยิ่งอากาศร้อนๆ แบบนี้ ยิ่งเหมือนอยู่ที่อริโซน่าเข้าไปใหญ่ (อยู่นั่นอุณหภูมิประมาณ 40-45c ตอนนี้ที่นี่ก็ประมาณ 35-40c ก็ใกล้เคียง)
 
แต่ว่า การที่ได้อยู่บ้านนานๆ ได้ปล่อยให้ว่างบ้าง ก็รู้สึกแปลกดีเหมือนกัน วันนี้เดินเล่นรอบบ้าน พี่ที่บ้านถามว่า "ทำอะไร .. ทำไมอยู่ๆ มาเดินเล่น" ก็ตอบไปว่า "ไม่มีอะไรทำ.. ว่าง " จริงๆไม่ชอบปล่อยให้เวลามันผ่านไป แบบทิ้งๆ พี่บอก "ไฮเปอร์.. ปล่อยวางบ้าง ให้จิตนิ่งๆ บ้าง" ว่าไปนั่น แต่จริงๆผมว่าผมไม่ไฮเปอร์นะ
 
เพราะผมเจอคนที่ไฮเปอร์กว่าผมอีกหลายเท่าตัวตั้งหลายคน
March 31

ทำไมถึงมีแต่เพลงรัก กับ คอนเสิร์ตอัสนีวสันต์ และแอ๊ดคาราบาว

เมื่อวันก่อนไปซื้อ VCD Concert อัสนีวสันต์ที่จัดขึ้นที่สนามราชมังคลาฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
 
คอนเสิร์ตอัสนี??? บางคนอาจจะคิด ว่าผมดูคอนเสิร์ตแบบนี้ด้วยหรอ ดูเชยจัง เก่าแล้วนะเฮีย แก่จริงๆ ไรงี้
 
ก็ต้องออกตัวไว้ก่อนว่าผมเองจริงๆเป็นคนชอบฟังเพลงจาก concert เพราะว่าผมชอบฟังการเล่นดนตรีสด การเล่นดนตรีจากคนที่มีคุณภาพ จริงๆแล้วผมฟังหมด ตั้งแต่ Linkin Park ซึ่งเป็นแนว Rock อย่างโหด Diana Krall คนนี้แนว Jazz ที่ผมรอวันที่เค้าจะมา concert ที่เมืองไทยมากๆ BoA นักร้องชาวเกาหลีที่น่ารัก dance เก่งสุดๆ หรือจริงๆอย่าง Jay Cho ไรงี้ก็ชอบ ชอบที่จะดูเค้าเต้น The Eagles, Hell Freeze Over นี่ถึงแม้จะแก่ แต่ว่าเสียงดนตรีนี่สุดๆ และ Jazz ตลาดๆ แต่มีฝีมืออย่าง Kenny G นี่ ฟังได้เรื่อยๆ มิรู้เบื่อ ล่าสุดก่อนจะเป็นเฮียอัสนี นี้ก็เป็น Palmmy meets T-Bone งานไทยๆ ฝีมือดีดีที่ทำให้ผมได้รู้จักความสามารถของ T-Bone มากขึ้น (ได้รู้ว่าทำไมถึงได้ดังกระช่อนไปถึงต่างประเทศได้)
 
ป้องกันตัวเองซะยาว มาเข้าเรื่องกันดีกว่า
 
การดู VCD Concert คราวนี้ นอกจากจะได้ฟังเพลงที่เรารู้จัก แล้วก็พลางกระดิกเท้าตามไปแล้วนั้น ยังได้ดูคนเล่นเพลงที่มีฝีมืออีกด้วย แต่ hi-light ของผมไม่ใช่ตรงนี้
 
ดูไปดูมาทำให้ผมได้สังเกตถึงเนื้อเพลง ที่สองพี่น้องโชติกุลที่แต่งได้โดนใจ จริงๆ
 
เมื่อตอนเป็นเด็กผมเคยตั้งข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า "ทำไมเพลงที่เราฟัง ถึงมีแต่เพลงรัก เนื้อเพลงมีแต่เรื่องราวรักๆ ใคร่ๆ ทำไมไม่เป็นอย่างอื่น??"
 
ตั้งมาตั้งนาน หาคำตอบไม่ได้ จนกระทั่งได้ความจากหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ได้ตั้งคำถามเหมือนผมเช่นกัน เค้าตั้งคำถามว่า "ทำไม ถึงมีแต่เพลงรัก?"
 
จำไม่ได้ว่าหนังสือ Magazine อะไร แต่พอจำได้ในคำตอบที่บอกว่า "เป็นเพราะว่าความรักเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเราและทุกๆคนตลอดเวลา การแต่งเพลงที่เกี่ยวกับความรักจึงเป็นอะไรที่ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย แต่งเพลงช้า ก็เป็นความรักแบบเศร้าๆ ผิดหวัง หากจะให้สมหวัง หรือกำลังจีบหญิง ก็ทำเพลงเป็นแนวสนุก หรือว่ามันส์ๆไปเลย
 
ตอนนั้นก็มาคิดว่า ถ้าคนที่เค้าไม่แต่งเพลงเป็นเกี่ยวกับความรัก ไปเป็นเพลงเกี่ยวกับพวก ธรรมชาติ และสัตว์ป่าแล้ว ก็อาจจะทำให้คนพวกนั้น จัดอยู่ในกลุ่มของคนทำ "เพลงเพื่อชีวิต"
 
แต่หลังจากที่ดู Concert อัสนี วสันต์เมื่อวันก่อนพบว่า เพลงของเค้านั้น หลายเพลง ไม่ได้เป็นเพลงเกี่ยวกับความรัก หรือสัตว์ป่าแต่อย่างใด เพลงที่ผมว่าก็เช่น สายล่อฟ้า, วัวลืมตัว, บ้าหอบฟาง, ยินดีไม่มีปัญหา, ผักชีโรยหน้า, และเพลงส่งเสริมสังคมอย่าง กรุงเทพมหานคร และ กุ้มใจ (อันนี้ไม่รู้เข้าข่ายรึเปล่านะ)  ซึ่งแต่ละเพลงที่ผมกล่าวมานั้น ก็เป็นเพลงที่ดังๆ ฮิตๆ กันทั้งนั้น
 
นอกจากนี้ รายละเอียดของเพลงก็มากมายเหลือเกิน สิ่งหนึ่งทีผมประทับใจมาตั้งแต่สมัยนั้นเลยก็คือ จังหวะกลอง ในเพลงหลายเพลงของอัสนี วสันต์ ที่แต่งได้ฟังดูแล้วตียากจริงๆ เพลงที่ชอบๆ เป็น Top Rate ในส่วนของกลองนี้ก็เช่น สายล่อฟ้า, วีณาแกว่งไกว (เพลงนี้เข้าใจว่า ได้มีมือกลองรับเชิญมาช่วยด้วย), เสี่ยวรำพึง, รุ้งกินน้ำ, คิดไปคิดมาเห็นแต่หน้าเธอ (อันนี้สุดๆ)
 
ส่วนอื่นๆที่เจ๋งไม่แพ้กัน ที่จะลืมพูดถึงไม่ได้ (แต่ไม่อยากพูดเยอะ เดี๋ยวคนอ่านจะเอียนซะก่อน) ก็คือ เสียงประสาน เช่นเพลง ก็เคยสัญญา หรือเสียง Keyboard ที่เห็นได้ถึงความเนียนในการแต่งเพลง (ไม่รู้เว่อร์ไปรึเปล่า)
 
ว่าแล้วเดี๋ยวจะหาว่าผมดูถูกว่าเพลงใหม่ๆ ไม่มีดี.. มีครับ วงดนตรีอย่าง Potato เป็นวงดนตรีคุณภาพวงหนึ่ง สิ่งที่ผมติดในใจวงนี้คือเสียงร้อง (อันนี้แน่นอน หลายคนก็คงเห็นด้วยเหมือนผม) และอีกอย่างคือเสียงกลองที่เพราะและตีเก่งมากๆ ซึ่งอยากจะขอโม้หน่อยว่า ไอ้มือกลองคือ ไอ้บ๋อม รุ่นน้องผมเมื่อสมัยเรียนอยู่นั่นเอง เข้าใจว่ามันตีกลองเพราะตั้งแต่ตอนซ้อมดนตรีหลังเลิกเรียนแล้ว เลยพยายามติดตามผลงานมันมาโดยตลอด (แต่ก็เข้าใจว่า มันคงไม่ได้สนใจอะไรในรุ่นพี่คนที่เท่าไร่)
 
สรุปสุดท้ายก็ได้รู้ว่า การที่ผมเปิดที่จะฟังเพลงสไตล์เสี่ยวๆ บ้านๆ แก่ๆ แบบอัสนี วสันต์ ซึ่งก็ถือเป็นการเปิดมุมและรื้อฟื้นอะไรที่เราเคยได้พบเมื่อในอดีต มาผสมกับมุมมองของเราที่มีประสบการณ์มาขึ้นกว่าเมื่อสมัยเด็กๆ แล้วนั้น ทำให้ซื้งในบทเพลงของเฮียแกมากขึ้นมาอีกนิด
 
ใน Concert ได้มีการเชิญพี่แอ๊ด คาราบาวมาแจมด้วย และก็ได้แต่งเพลงใหม่ชื่อ ทรงพระเจริญ มาร้องร่วมกัน ว่าไปแล้ว ได้ดูพี่แอ๊ดในเพลงวณิพก ไปเพลงหนึ่ง ทำให้รู้สึกว่า..
 
"ไว้อาทิตย์หน้า หา Concert คาราบาว 25ปี มาดูดีกว่า"