![]() |
|
Spaces home Sittipong (Geng)PhotosProfileFriendsMore ![]() | ![]() |
Sittipong (Geng)rgb72
|
|||||||||||||||||||
|
|
April 14 สงกรานต์ seasonสงกรานต์ปีนี้แปลกๆ ต่างกับปีก่อนๆ ตรงที่ ปีนี้ไม่ได้เล่นสาดน้ำเท่าไร่เลย แถมปีนี้ที่ได้เล่น เรากลับเป็นคนโดนเล่นมากกว่า (ปีก่อนๆ จะชอบแกล้งและวางแผนแกล้งชาวบ้านเค้า) ปีนี้กลับต้องอยู่บ้านตลอด 5 วัน (ถึงวันนี้ผ่านไป 3 วันแล้ว) ที่ต้องอยู่บ้านก็เพราะว่าคนอื่นๆเค้าหนีไปเที่ยวกันหมด เราเลยต้องรับอาสาทำหน้าที่เฝ้าบ้าน และเฝ้าคนที่บ้าน
อยู่บ้านตลอด 5 วันนี้ทำให้นึกถึงตอนสมัยที่อยู่อริโซน่ามากๆ เพราะว่าวันๆแทบจะไม่มีอะไรให้ทำ จากที่ปกติจะ busy อยู่หน้าเครื่องคอมตลอด แต่ว่าพอถึงช่วงวันหยุด เราเองกลับไม่อยากจะแตะเครื่องคอมเลยแม้แต่น้อย วันๆ ก็อยู่บ้าน เดินไปเดินมา อ่านหนังสือ แล้วก็ดูวิดีโอจนตาแฉะ จะต่างกับตอนที่อยู่อเมริกาก็ตรงที่ไม่ได้ออกไปนั่งร้านหนังสือหา inspiration นั่นแหละ ยิ่งอากาศร้อนๆ แบบนี้ ยิ่งเหมือนอยู่ที่อริโซน่าเข้าไปใหญ่ (อยู่นั่นอุณหภูมิประมาณ 40-45c ตอนนี้ที่นี่ก็ประมาณ 35-40c ก็ใกล้เคียง)
แต่ว่า การที่ได้อยู่บ้านนานๆ ได้ปล่อยให้ว่างบ้าง ก็รู้สึกแปลกดีเหมือนกัน วันนี้เดินเล่นรอบบ้าน พี่ที่บ้านถามว่า "ทำอะไร .. ทำไมอยู่ๆ มาเดินเล่น" ก็ตอบไปว่า "ไม่มีอะไรทำ.. ว่าง " จริงๆไม่ชอบปล่อยให้เวลามันผ่านไป แบบทิ้งๆ พี่บอก "ไฮเปอร์.. ปล่อยวางบ้าง ให้จิตนิ่งๆ บ้าง" ว่าไปนั่น แต่จริงๆผมว่าผมไม่ไฮเปอร์นะ
เพราะผมเจอคนที่ไฮเปอร์กว่าผมอีกหลายเท่าตัวตั้งหลายคน March 31 ทำไมถึงมีแต่เพลงรัก กับ คอนเสิร์ตอัสนีวสันต์ และแอ๊ดคาราบาวเมื่อวันก่อนไปซื้อ VCD Concert อัสนีวสันต์ที่จัดขึ้นที่สนามราชมังคลาฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
คอนเสิร์ตอัสนี??? บางคนอาจจะคิด ว่าผมดูคอนเสิร์ตแบบนี้ด้วยหรอ ดูเชยจัง เก่าแล้วนะเฮีย แก่จริงๆ ไรงี้
ก็ต้องออกตัวไว้ก่อนว่าผมเองจริงๆเป็นคนชอบฟังเพลงจาก concert เพราะว่าผมชอบฟังการเล่นดนตรีสด การเล่นดนตรีจากคนที่มีคุณภาพ จริงๆแล้วผมฟังหมด ตั้งแต่ Linkin Park ซึ่งเป็นแนว Rock อย่างโหด Diana Krall คนนี้แนว Jazz ที่ผมรอวันที่เค้าจะมา concert ที่เมืองไทยมากๆ BoA นักร้องชาวเกาหลีที่น่ารัก dance เก่งสุดๆ หรือจริงๆอย่าง Jay Cho ไรงี้ก็ชอบ ชอบที่จะดูเค้าเต้น The Eagles, Hell Freeze Over นี่ถึงแม้จะแก่ แต่ว่าเสียงดนตรีนี่สุดๆ และ Jazz ตลาดๆ แต่มีฝีมืออย่าง Kenny G นี่ ฟังได้เรื่อยๆ มิรู้เบื่อ ล่าสุดก่อนจะเป็นเฮียอัสนี นี้ก็เป็น Palmmy meets T-Bone งานไทยๆ ฝีมือดีดีที่ทำให้ผมได้รู้จักความสามารถของ T-Bone มากขึ้น (ได้รู้ว่าทำไมถึงได้ดังกระช่อนไปถึงต่างประเทศได้)
ป้องกันตัวเองซะยาว มาเข้าเรื่องกันดีกว่า
การดู VCD Concert คราวนี้ นอกจากจะได้ฟังเพลงที่เรารู้จัก แล้วก็พลางกระดิกเท้าตามไปแล้วนั้น ยังได้ดูคนเล่นเพลงที่มีฝีมืออีกด้วย แต่ hi-light ของผมไม่ใช่ตรงนี้
ดูไปดูมาทำให้ผมได้สังเกตถึงเนื้อเพลง ที่สองพี่น้องโชติกุลที่แต่งได้โดนใจ จริงๆ
เมื่อตอนเป็นเด็กผมเคยตั้งข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า "ทำไมเพลงที่เราฟัง ถึงมีแต่เพลงรัก เนื้อเพลงมีแต่เรื่องราวรักๆ ใคร่ๆ ทำไมไม่เป็นอย่างอื่น??"
ตั้งมาตั้งนาน หาคำตอบไม่ได้ จนกระทั่งได้ความจากหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ได้ตั้งคำถามเหมือนผมเช่นกัน เค้าตั้งคำถามว่า "ทำไม ถึงมีแต่เพลงรัก?"
จำไม่ได้ว่าหนังสือ Magazine อะไร แต่พอจำได้ในคำตอบที่บอกว่า "เป็นเพราะว่าความรักเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเราและทุกๆคนตลอดเวลา การแต่งเพลงที่เกี่ยวกับความรักจึงเป็นอะไรที่ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย แต่งเพลงช้า ก็เป็นความรักแบบเศร้าๆ ผิดหวัง หากจะให้สมหวัง หรือกำลังจีบหญิง ก็ทำเพลงเป็นแนวสนุก หรือว่ามันส์ๆไปเลย
ตอนนั้นก็มาคิดว่า ถ้าคนที่เค้าไม่แต่งเพลงเป็นเกี่ยวกับความรัก ไปเป็นเพลงเกี่ยวกับพวก ธรรมชาติ และสัตว์ป่าแล้ว ก็อาจจะทำให้คนพวกนั้น จัดอยู่ในกลุ่มของคนทำ "เพลงเพื่อชีวิต"
แต่หลังจากที่ดู Concert อัสนี วสันต์เมื่อวันก่อนพบว่า เพลงของเค้านั้น หลายเพลง ไม่ได้เป็นเพลงเกี่ยวกับความรัก หรือสัตว์ป่าแต่อย่างใด เพลงที่ผมว่าก็เช่น สายล่อฟ้า, วัวลืมตัว, บ้าหอบฟาง, ยินดีไม่มีปัญหา, ผักชีโรยหน้า, และเพลงส่งเสริมสังคมอย่าง กรุงเทพมหานคร และ กุ้มใจ (อันนี้ไม่รู้เข้าข่ายรึเปล่านะ) ซึ่งแต่ละเพลงที่ผมกล่าวมานั้น ก็เป็นเพลงที่ดังๆ ฮิตๆ กันทั้งนั้น
นอกจากนี้ รายละเอียดของเพลงก็มากมายเหลือเกิน สิ่งหนึ่งทีผมประทับใจมาตั้งแต่สมัยนั้นเลยก็คือ จังหวะกลอง ในเพลงหลายเพลงของอัสนี วสันต์ ที่แต่งได้ฟังดูแล้วตียากจริงๆ เพลงที่ชอบๆ เป็น Top Rate ในส่วนของกลองนี้ก็เช่น สายล่อฟ้า, วีณาแกว่งไกว (เพลงนี้เข้าใจว่า ได้มีมือกลองรับเชิญมาช่วยด้วย), เสี่ยวรำพึง, รุ้งกินน้ำ, คิดไปคิดมาเห็นแต่หน้าเธอ (อันนี้สุดๆ)
ส่วนอื่นๆที่เจ๋งไม่แพ้กัน ที่จะลืมพูดถึงไม่ได้ (แต่ไม่อยากพูดเยอะ เดี๋ยวคนอ่านจะเอียนซะก่อน) ก็คือ เสียงประสาน เช่นเพลง ก็เคยสัญญา หรือเสียง Keyboard ที่เห็นได้ถึงความเนียนในการแต่งเพลง (ไม่รู้เว่อร์ไปรึเปล่า)
ว่าแล้วเดี๋ยวจะหาว่าผมดูถูกว่าเพลงใหม่ๆ ไม่มีดี.. มีครับ วงดนตรีอย่าง Potato เป็นวงดนตรีคุณภาพวงหนึ่ง สิ่งที่ผมติดในใจวงนี้คือเสียงร้อง (อันนี้แน่นอน หลายคนก็คงเห็นด้วยเหมือนผม) และอีกอย่างคือเสียงกลองที่เพราะและตีเก่งมากๆ ซึ่งอยากจะขอโม้หน่อยว่า ไอ้มือกลองคือ ไอ้บ๋อม รุ่นน้องผมเมื่อสมัยเรียนอยู่นั่นเอง เข้าใจว่ามันตีกลองเพราะตั้งแต่ตอนซ้อมดนตรีหลังเลิกเรียนแล้ว เลยพยายามติดตามผลงานมันมาโดยตลอด (แต่ก็เข้าใจว่า มันคงไม่ได้สนใจอะไรในรุ่นพี่คนที่เท่าไร่)
สรุปสุดท้ายก็ได้รู้ว่า การที่ผมเปิดที่จะฟังเพลงสไตล์เสี่ยวๆ บ้านๆ แก่ๆ แบบอัสนี วสันต์ ซึ่งก็ถือเป็นการเปิดมุมและรื้อฟื้นอะไรที่เราเคยได้พบเมื่อในอดีต มาผสมกับมุมมองของเราที่มีประสบการณ์มาขึ้นกว่าเมื่อสมัยเด็กๆ แล้วนั้น ทำให้ซื้งในบทเพลงของเฮียแกมากขึ้นมาอีกนิด
ใน Concert ได้มีการเชิญพี่แอ๊ด คาราบาวมาแจมด้วย และก็ได้แต่งเพลงใหม่ชื่อ ทรงพระเจริญ มาร้องร่วมกัน ว่าไปแล้ว ได้ดูพี่แอ๊ดในเพลงวณิพก ไปเพลงหนึ่ง ทำให้รู้สึกว่า..
"ไว้อาทิตย์หน้า หา Concert คาราบาว 25ปี มาดูดีกว่า" March 11 chat with rgb72เปิดบริการแบบทดลองดูที่หน้าเว็บ rgb72.com เพื่อลอง chat กับผู้คนผ่าน web app ของ google โดยผ่าน google talk ..เราตั้งชื่อว่า chat with rgb72 ง่ายๆ แต่ได้ใจความ เปิดบริการได้ 10 นาที คนมาร่วม chat กันตรึม .. งานการไม่ได้ทำพอดี ลองเข้ามาทดลองกันดูนะครับ ที่ http://www.rgb72.com March 08 อาทิตย์ที่สองของเดือนมีนาคม'08อาทิตย์นี้เปิดตัวด้วยการตกบันไดหน้า office ด้วยความที่มือไม่ว่าง หอบของมาพรุงพรัง ประกอบกับรองเท้าแตะที่ไม่ค่อยจะได้ใส่ มันมีพื้นที่หนากว่ารองเท้าที่ใส่ทุกที เลยทำให้พลาด ยกเท้าไม่พ้นขั้น ทำให้สะดุด หกคะล้มซะงั้น ผลทำให้รู้สึกว่า เจ็บ และก็ยิ่งโมโหตัวเองเข้าไปใหญ่ เมื่อเกือบจะตกบันไดอีกรอบ ในเวลาอีกไม่ถึง 2 นาทีถัดมา ได้รอยช้ำใหญ่ๆ ตรงน่อง แล้วก็เจอแผลขีดข่วนไรไม่รู้อีกหนึ่งรอยตรงเข่า (ไม่รู้จากสาเหตุนี้ป่าว) ความเซ็งจากการตกบันได ยังไม่จบแค่เช้าวันนั้น อีก 2 วันถัดมา มีคนมาหาที่ office เพื่อคุยงานกัน เราก็บอกให้เค้าใช้เครื่องเราในการ present เพราะว่าจะได้ไม่ต้อง set up internet ให้ยุ่งยาก พอเค้าจะใช้เท่านั้นแหละ เค้าบอกว่า .."นี่เครื่องไปหล่นที่ไหนมาหรอครับ ..บุบ.." "เหวววววออออ.. บุบ.." ได้งัยวะ (เราคิด) โห ..กลายเป็นว่า วันนั้นทั้งวัน เค้ามาคุยอะไรเราแทบจะไม่มีสมาธิ เพราะว่ามัวแต่คิดว่า เราเผลอเอาไปทำหล่นตั้งแต่เมื่อไร่ นึกไปนึกมา ก็นึกขึ้นมาได้ว่า ต้องเป็นเพราะว่าตกบันไดเมื่อวันจันทร์แน่ๆ! แย่จริง ทีแรกก็คิดว่าจะให้ช่างในอู่ข้างล่างไปเคาะให้ซะหน่อย แต่ก็คิดว่า ไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวจะแย่ไปกว่านี้ อาทิตย์นี้ก็ยุ่งเหมือนเดิม เมื่อคืนวันก่อน ต้องทำงานอยู่ดึกกับทีมที่ rgb72 อยู่กันถึง 5 ทุ่ม แต่ไม่เหงา เพราะว่ามีโคโยตี้ มา dance อยู่รอบๆ office ทำให้บรรยากาศครึกครื้นไปตามๆกัน เหนื่อย แต่ก็สนุกดี แต่วันนี้สิ..ปวดหัว และมีเรื่องให้น่าโมโหสุดๆ ทั้งเรื่องงาน และเรื่องคน ทำให้วันนี้ช่วงเช้าเราอารมณ์เสียมากๆ ส่งผลให้ทุกคนงงกันไปหมดว่า เราเป็นอะไรไป.. แต่พองานเสร็จ ช่วงบ่ายออกไปกินข้าว กลับมาก็รู้สึกดีขึ้น กลับมาทักคนที่ office น้องแอนก็พูดมาว่า.. "อ้าว พี่เก่ง ... มาทำงานแล้วหรอ..หายไปไหนมาเมื่อเช้า.." ฟังแล้วดีจริงๆ มุกนี้ ใช้ได้ เหมือนจะบอกว่า ตัวเรามันหายไปไหนมา เจ๋ง เอาเหอะ การที่เราอารมณ์ไม่ดี ก็มีเรื่องดีดี มีประโยคแปลกๆ ให้ได้ยิน และก็แน่นอน มีเรื่องให้คนใน office ไปเม้าท์กัน ขำขำ ด้วย March 03 Class สุดท้ายเมื่อวานนี้ได้ทำการสอนหนังสือเป็นวันสุดท้ายของเทอมนี้ สำหรับอาทิตย์หน้าก็เป็นการสอบ final ซึ่งเราเองก็ได้ให้โจทย์กับนศ.ไปเรียบร้อยแล้ว อาทิตย์หน้าก็จะต้องไปดูกันว่า ผลจะออกมาเป็นอย่างไร
คาบสุดท้ายเลยพูดซะยาว พูดถึงเรื่องของการออกไปเจอกับการทำงานจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการไปฝึกงาน หรือจบไปแล้วไปเป็นพนง.ประจำ หรือบางคนอาจจะคิดไปทำเอง เป็น freelance หรือเปิดบริษัทก็ตาม
ซึ่งเราก็เอาประสบการณ์ที่มีอยู่เอาไปเล่าให้นศ.ฟังกัน โดยทีแรกคิดว่าจะไม่ค่อยมีเรื่องอะไรมาเล่า แต่ก็ลองเขียน script เป็นหัวข้อไปก่อนในช่วงเช้า จากนั้นก็เอาไปพูด.. ไม่อยากเชื่อ พูดโม้ไปได้ตั้งไกล ประมาณ 2 ชม.เห็นจะได้ class เริ่ม 10.30 กว่าจะออกมาอีกทีก็บ่ายโมงกว่าเข้าไปแล้ว
รู้สึกสนุกดี และรู้สึกดีที่มีนศ.มาถามว่า "แล้วอาจารย์จะมาสอนอีกมั้ยครับ" เราก็ตอบว่า "ไม่รู้เหมือนกัน เพราะว่าไม่ได้ตกลงอะไรไว้เป็นจริงเป็นจัง แต่เห็นเค้าพูดๆกันอยู่เหมือนกัน" นศ.บอกว่า "อยากให้อาจารย์สอนอีก รู้สึกว่าสนุกดี ได้อะไรเยอะดี" ..?เราเลยเอ่อออ..?แล้วก็ตอบว่า "หรอ..?ผมว่า เหมือนผมไม่ได้สอนอะไรซะอีก" ..?ก็เพราะว่า คราวนี้ ไปสอนวันเสาร์ ในส่วนของมหาลัยเอง ก็มีกิจกรรมเยอะแยะให้มีอันต้อง cancel class ไป ในส่วนของเราเองก็มีกิจกรรมเช่นกันทีทำให้ต้อง cancel ไปด้วย อีกอย่าง เหมือนว่าช่วงหลังๆจะสอนน้อย (หรือว่าสรุปแล้วนักเรียนมันประชดเราหว่าาา)
ช่วงนี้งานยังมากอยู่เหมือนเดิม และก็ยังคงสนุกอยู่เหมือนเดิม สู้ๆ ... February 24 1st TBเมื่อวานไปพันธุ์ทิพย์มา.. ไปหาซื้อ External Harddrive ก็ได้มาเป็น Western Digital MyBook Pro Edit II สมใจอยาก ความจุที่ 1TB (1,000 GB) ตอนไปซื้อก็มีคนเดินมาถามว่า
"โทษนะครับ จะเอา Hard disk ไปทำอะไรครับ ตั้ง 1TB มันเยอะมากๆเลย"
ก็มานึกดูมันก็เยอะจริงๆอ่ะ แต่ไปซื้อมาเพราะว่าช่วงหลังถ่าย video ไว้เยอะ พอเอามาเก็บเป็น digital แล้วใช้ HD เยอะเหลือเกิน (คือว่า HD ในเครื่องมันไม่พอ) วันนี้ทั้งวันเลยไม่ได้ทำอะไร มัวแต่นั่งเล่น Ext HD ตัวใหม่
1TB ที่ว่าเยอะ พอลองมาเล่น Time Machine ใน Leopard แล้วปรากฏว่าแค่ backup มันขอพื้นที่ไปเกือบ 80GB เห็นจะได้.. ไปๆมาๆ หลังจากที่เล่นได้ 2 วัน ตอนนี้ HD 1TB ก็เหลือแค่ 800 กว่าๆ แล้ว..(นี่ยังไม่ได้ copy พวกไฟล์ video ที่อยู่ในอีก HD หนึ่ง อีกประมาณ 120GB นะ)
Week นี้นั่งเล่น web เยอะ กำลังดูอะไรหลายๆอย่าง research ดูว่าตอนนี้ชาวบ้านเค้าไปถึงไหนกันแล้ว แวะเข้าไปเยี่ยมชม blog ชาวบ้าน (ในรอบ 6เดือน) แล้วก็ไปดู wordpress ว่าจะย้าย blog72 มาไว้ที่ wordpress อย่างจริงจังเสียที (จากที่ย้ายมาเล่นๆ ได้หลายเดือนแล้ว) เล่นไปเล่นมา ดูไปดูมา weekend นี้หลับตี 3-4 มาทั้ง 2 คืน..ไม่ได้พักผ่อน หวัดก็เลยจะไม่หายซะที (เป็นมา 4 อาทิตย์และ)
สุดท้าย ส่งท้ายด้วยหนังที่เพิ่งดูอาทิตย์นี้ มี 2 เรื่องคือ Perfect Stranger กับ Secret (หนังเกาหลี เล่นโดย เจ โชว)
Perfect Stranger ก็สนุกดีในระดับหนึ่ง แต่ที่ติดใจอยู่บ้างก็คือ 1. กะแล้ว ว่าหนังเรื่องนี้ต้องหักมุม เลยไม่ surprise ไม่ว่าตอนจบผู้ร้ายตัวจริงจะเป็นใครก็ตาม 2. คือถ้า bruce ไม่ใช่คนผิดจริง ทำไมนิ่งจังวะ
เรื่องต่อมา Secret เรื่องนี้ผิดคาดสุดๆ จริงๆตอนไปเช่ามาดูก็คิดว่าหนังน่าจะ OK อยู่เพราะว่า เจ โชว เล่น แต่ปกติก็ไม่ได้เป็นแฟนหนังเกาหลีอยู่แล้ว ดูบ้างบางเรื่อง เช่น Il Mare (ประมาณว่าชอบนางเอกน่ารัก) แต่ว่าเรื่องนี้นางเอกไม่รู้จัก รู้จักแต่พระเอก ก็เลยดู ไปๆมาๆ หนุกมาก เกินคาด ทั้ง effect ต่างๆ ทีทำได้อย่างแนบเนียน และหนังเรื่องนี้ก็เกี่ยวกับ ดนตรี เปียโน ซึ่งก็ชอบมากๆ (เช่นเรื่องโปรดอย่าง Shine) เลยทำให้เรื่องนี้เข้าตากรรมการ
ไปหามาดูกัน
January 21 คุมสอบตื่นเช้ามาแบบมึนๆ นิดๆ คงเป็นเพราะว่าเมื่อคืนนอนดึก ก็มัวแต่ดู Ray หนังชีวประวัติของ Ray Charles ซึ่งทำได้ดีมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาพหนัง อารมณ์ และแน่นอนดนตรี แต่ถึงแม้ว่าจะดีอย่างไร ดูจนถึงตี 2 กว่าก็จำต้องหยุดหนังไว้ก่อน เพราะว่าวันรุ่งขึ้นจะมีอีกหนึ่งภาระกิจสำคัญบ่ายวันนี้ ก็คือเวลาที่เขียนอยู่ตอนนี้ ผมกำลังนั่งคุมสอบนักศึกษาอยู่ ที่มหาวิทยาลัยธัญบุรี แถวๆ คลอง 6 คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน สาขาวิชาเทคโนโลยีมัลติมีเดีย วิชาการเขียนบทเพื่อมัลติมีเดีย (Script Writing for Multimedia) หรือเรียกง่ายๆ ว่า การเขียน Storyboard นั่นเอง
จริงๆ ได้มาเป็นอาจารย์พิเศษ สอนวิชานี้ได้ครึ่งเทอมแล้ว และช่วงนี้ก็เป็นช่วงสอบกลางภาคของนักศึกษา เราเองนอกจากจะต้องสอน สอน สอน และก็เตรียมการสอน ยังต้องคิดข้อสอบ คิด project สอบ และแน่นอน ตรวจข้อสอบ (ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นงานหนักของเราอีกงานหนึ่งหลังจากการสอบ 3 ชั่วโมงนี้ผ่านไป)
การสอนเป็นอีกหนึ่งอย่างที่เราชอบ ถึงแม้ว่าจะเหนื่อย และการเดินทางที่แสนทรหดกว่า 2 ชม. ของทุกๆวันเสาร์ แต่ก็รู้สึกดีที่ได้มาสอน ซึ่งจริงๆแล้ว มันก็ไม่ได้ต่างกันมากกับการขึ้นไปพูดบนเวทีของ Apple เมื่อกลางปีที่ผ่านมา สิ่งเดียวที่ต่างกันก็คือเรื่องของระยะเวลาในการพูด (ซึ่งของ Apple รวมๆแล้วประมาณ 2 ชม. แต่นี่ตกวันละ 5 ชั่วโมง ทั้งหมด 1 เทอม ..นึกแล้ว คำนวนเวลาไม่ออกเลย)
ข้อสอบที่ให้ไปในวันนี้เป็นข้อสอบอัตนัย ก็คือข้อเขียนนั่นเอง นอกจากจะต้องเขียนแล้ว ยังต้องวาดรูปอีกด้วย ข้อสอบของผมมี 5 ข้อเท่านั้น และเป็นข้อสอบที่ไม่มีถูก 100% หรือผิด 100% เป็นข้อสอบเชิงวิเคราะห์และเน้นไอเดีย เวลาที่ให้ไปก็ 3 ชม. ซึ่งก็คิดว่าเยอะมากพอ และเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมต้องมานั่งเขียน blog นี้
เหตุที่ข้อสอบเป็นแบบนี้ก็เพราะว่าสิ่งที่ได้สอนไปก็เป็นอะไรแบบนี้ คือเน้นสอนเรื่อง การคิด ความคิดสร้างสรรค์ การค้นหาไอเดีย การ Research นอกสถานที่ พูดง่ายๆ ก็คือ เรื่องทั่วๆไปที่ผมเองมักจะชอบพูดให้กับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ฟังกันอยู่บ่อยๆ
ที่ผ่านไปครึ่งเทอมก็เป็นเรื่องของการค้นคว้าหาข้อมูล ค้นคว้าหาไอเดีย อย่างที่ได้บอกไปแล้ว แต่ว่าที่เหลืออีกครึ่งเทอม จะเป็นเรื่องของการรวบรวม resource เข้าหัวตัวเอง เช่น การฟังเพลง การเขียน wording การแต่ง slogan อะไรประมาณนี้ และสุดท้ายก็จะรวมมาที่การทำ project จบ
จะว่าไปแล้ว การสอนหนังสือนี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซักเท่าไร่นัก กลับกันผมเองแทบจะสลบทุกครั้งที่ไปสอน กลับมาถึงบ้านก็มักจะหลับเร็วมากๆ หรือไม่บางครั้งก็ต้องแอบแวะห้าง Future Park รังสิตเพื่อหาอะไรอร่อยๆ กิน แก้เครียด (และแก้หิว) ถึงแม้ว่าเวลาสอนจะมีถึง 5 ชม. แต่ว่าทุกครั้งก็จะมีงานให้นักศึกษา present ซึ่งกว่าจะ present กันหมดก็ปาเข้าไป 2ชม.กว่าแล้ว ไหนจะ วิเคราะห์ ไหนจะอะไรอีก ไปๆมาๆ เราเองก็พูดแค่ประมาณ 2-3 ชม.เท่านั้น แต่ถึงแม้จะเท่านั้นอย่างที่บอก แต่ว่ามันก็เหนื่อยไม่ใช่เล่น
นั่งอยู่ตอนนี้ปาเข้าไปครึ่งชม. คิดไปถึงอีก 3 ชม.ข้างหน้าที่เราจะต้องหอบข้อสอบนักศึกษากลับบ้านไปอ่าน อ่าน อ่าน แล้วก็ อ่าน ... คิดแล้วก็รู้ว่าเหนื่อย อย่างไรก็ตาม มันเหนื่อย แต่สนุก ก็พอแล้วสำหรับการ refresh ตัวเองอาทิตย์ละครั้งหลังทำงาน
|
|||||||||||||||||
|
|